บทความอื่นๆ

ผลไม้และผักที่สุนัข กินได้และกินไม่ได้

1.png

ในฐานะเจ้าของสุนัข การที่เราจะให้สุนัขกินทุก ๆ อย่างที่เรากินนั้นคงเป็นไปไม่ได้ ซึ่งมันปลอดภัยกับคนแต่บางอย่างอาจจะไม่ปลอดภัยสำหรับเพื่อนสี่ขาของเรา ซึ่งอาหารคนโดยเฉพาะผักและผลไม้ ค่อนข้างปลอดภัยกับสุนัข และมีบางชนิดที่เป็นพิษกับสุนัข ซึ่งสุขภาพคนและสุนัขมีความแต่ต่างกันมาก การที่กินอาหารผิดประเภทอาจนำผลเสียไปสู่ร่างกายระยะยาวได้ หรือถ้ากรณีแย่สุดทำให้สุนัขตายเลยทีเดียว และนี่เป็นตัวอย่างของ ผักและผลไม้ที่กินได้และไม่ได้ ดังนี้

apple-img.jpg
แอปเปิ้ล กินได้! ซึ่งแอปเปิ้ลเป็นแหล่งรวมวิตามิน A และ C อย่างดี รวมไปถึงไฟเบอร์ให้สุนัขของคุณ มีโปรตีนและไขมันต่ำ จึงเป็นขนมอย่างดีให้กับสุนัขอายุมาก แต่อย่าลืมนำเมล็ดและก้านของมันออกด้วยนะ

Teaching-asparagus-1.jpg

หน่อไม้ฝรั่ง ไม่ได้! สุนัขไม่ควรกินหน่อไม้ฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่งเป็นพิษต่อสุนัข ถ้าบ้านไหนมีปลูกไว้ล่ะก็ อย่าลืมที่จะทำรั้วล้อมไว้ด้วยนะ

Avocado-1.jpg
อโวคาโด้ มีส่วนที่ไม่ได้! และมีส่วนที่ได้ ถึงแม้อโวคาโด้จะดีกับคน แต่ไม่ควรที่จะให้กับเพื่อนสี่ขาของเรา ซึ่งส่วนต่าง ๆ ของอโวคาโด้เป็นพิษต่อสุนัข อาจจะทำให้อาเจียน หรือท้องเสีย แต่!! ส่วนเนื้อและน้ำมันที่มาจากเนื้อสุนัขสามารถทานได้ค่ะ

banana.jpg

กล้วย กินได้! กล้วยเป็นขนมแคลอรี่ต่ำสำหรับสุนัข และมีโปรเทสเซียม วิตามิน ไบโอติน ไฟเบอร์ ทองแดง อีกทั้งมีโซเดียวที่ต่ำอีกด้วย แต่เพราะว่ามันมีน้ำตาลสูงจึงไม่ควรให้เป็นอาหารหลักแต่เป็นขนม หรือมื้อเคียงก็พอ

blueberry-2.jpg
ผลบลูเบอร์รี่ แน่นอนกินได้! ผลบลูเบอร์รี่เป็นอาหารที่ดีมากสำหรับสุนัขซึ่งเต็มไปด้วย สารแอนดี้ออกซิแดนท์ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ และยังมีไฟเบอร์และ phytochemical ซึ่งเป็น สารเคมีตามธรรมชาติที่พบในพืช เป็นสารอาหารที่ช่วยบำรุงสุขภาพ

iStock-471153710_M.jpg
บล็อคโคลี่ ใช่เลย~ บล็อคโคลี่ปลอดภัยต่อสุนัขแต่ “ในปริมาณน้อย” จึงเหมาะให้เป็นครั้งคราว อย่างที่ทราบกันดีว่าบล็อคโคลี่เป็นแหล่งวิตามิน C และไฟเบอร์สูง อีกทั้งยังไขมันต่ำ แต่อย่างไรก็ตามดอกยอดของบล็อคโคลี่มีไอโซไธโอไซยาเนต ซึ่งอาจจะทำให้กระเพาะอาหารสุนัขบางตัวระคายเคือง และสำหรับสุนัขที่ไม่เคี้ยวบล็อคโคลี่อาจจะติดหลอดลมได้

วัตถุดิบหลักของสูตรมาร์คหน้าด้วยแคนตาลูป.jpg

แคนตาลูป กินได้! แคนตาลูปเป็นแหล่งรวมรวมโภชนาการ แคลอรี่ต่ำ และเป็นแหล่งน้ำแหละไฟเบอร์ชั้นดี แต่อย่างไรก็ตามแคนตาลูกมีน้ำตาลสูง ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสำหรับสุนัขที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือทำหมัน

carrots-2.jpg
แครอท แน่นอนสุนัขสามารถกินแครอทได้ แครอทมีแคลอรี่ต่ำ ไฟเบอร์สูง และมีเบต้า-เคโรทีน ซึ่งเป็นแหล่งวิตามิน A อีกทั้งยังกรุบกรอบเหมาะให้สุนัขกัดเล่น ขัดฟัน

04.น้ำช่วยเลือด.jpg

ผักคื่นช่าย ใช่สุนัขสามารถกินได้ ซึ่งในคื่นช่ายมีวิตามิน A, B และ C อีกทั้งคื่นช่ายสามารถเป็นขนมให้กับสุนัขได้ ทำให้หัวใจแข็งแรง แม้กระทั่งต่อสู้กับมะเร็ง และมันยังทำให้ลมหายใจสุนัขสดชื่นอีกต่างหาก

ingredient-cherry.jpg
เชอร์รี่ ไม่ได้! สุนัขไม่สามารถกินเชอร์รี่ได้ นอกจากส่วนสุกและสดรอบๆเมล็ดของมัน ต้นเชอร์รี่มีไซยาไนท์ (เป็นกลุ่มของสารเคมีที่มีไซยาไนด์ไอออน (CN-) เป็นองค์ประกอบ สารเคมีกลุ่มนี้มีความเป็นพิษสูงมาก ใช้ในการทำงานบางอย่าง เช่น การชุบโลหะ การสังเคราะห์สารเคมี การตรวจวิเคราะห์ทางเคมีในห้องปฏิบัติการเป็นต้น) และสารพิษต่อสุนัข ซึ่งไซยาไนท์ ขัดขวางการทำงานของการส่งออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งง่ายๆก็คือ สุนัขของเราจะมีออกซิเจนในเซลล์เลือดไม่พอนั่นเอง ถ้าสุนัขของคุณเผลอกินเข้าไป สามารถสังเกตง่ายได้ ๆ คือ รูม่านตาจะขยายมากกว่าปรกติ หายใจลำบาก เหงือกแดงกว่าปรกติ เป็นต้น

ae53edb50982537366e4f88252ccb2f0.jpg
แครนเบอร์รี่ กินได้! ทั้งแครนเบอร์รี่สุกและแห้ง ปลอดภัยถ้าจะให้สุนัขกินในปริมาณน้อย เพราะถ้าให้ในปริมาณเยอะ อาจจะทำให้สุนัขปวดท้องได้

Cucumber-7.jpg

แตงกวา แน่นอนว่าสุนัขสามารถกินแตงกวาได้ แตงกวาเหมาะอย่างยิ่งกับสุนัขที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป อย่างที่ทราบกันดีกว่าแตงกวาแทบจะไม่มีคาร์โบไฮเดรต ไขมัน หรือน้ำมัน แต่แตกกวาเต็มไปด้วยวิตามิน K, C, B1, โพรเทสเซียม, คอปเปอร์ม, แมคนิเซียม และไบโอติน เป็นต้น

03.องุ่นสามสี.jpg

องุ่น กินไม่ได้และอันตรายมาก องุ่นและลูกเกดได้ถูกพิสูจน์แล้วว่ามีพิษกับสุนัข ไม่ว่าจะพันธุ์อะไร อายุเท่าไหร่ เพศอะไร ซึ่งมันจะทำให้ไตวาย จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยง

Green_Bean.jpg
ถั่วเขียว แน่นอนว่าเราให้สุนัขเรากินถั่วเขียวได้สบายๆ จะสับ ต้ม กระป๋อง สด ทุก ๆ สถานะสามารถกินได้ต่อเมื่อไม่ได้ปรุงแต่ง ถั่วเขียวเต็มไปด้วยวิตามินแร่ธาตุ และเต็มไปด้วยไฟเบอร์ และแคลอรี่ต่ำ

%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87.jpg
มะม่วง กินได้ มะม่วงเต็มไปด้วยวิตามิน A, B6, C และ E อีกทั้งยังมีโพแทสเซียม เบต้าแคโรที่น และเอลฟ่าแคโรทีน แต่ว่าอย่าลืมเอาส่วนที่แข็งออกไม่งั้นอาจจะทำให้สุนัขกินแล้วติดคอได้

mushroom1.jpg
เห็ด ไม่ได้ สุนัขควรหลีกเลี่ยงเห็ด ยิ่งเห็ดป่ามีภาวะเป็นพิษต่อสุนัข ในขณะที่ชนิดของเห็ด 50-100 จาก 50,000 ชนิดทั่วโลกเป็นพิษต่อสุนัข ซึ่งสามารถทำให้สุนัขคุณตายได้เลยทีเดียว โดยเห็ดที่ล้างสะอาดตามห้างฯ อาจจะกินได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงดีกว่าค่ะ

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2d1LzAvdWkvMS85NTAyLzI3MzkzMV9fMjExMTIwMTMxMTE0MDYuanBn.jpg

หัวหอม สุนัขไม่ควรกินหัวหอม หัวหอมเป็นพืชในกลุ่มเดียวกับกระเทียม ซึ่งจะมีพิษต่อสัตว์หลายๆ ชนิดรวมไปถึงแมว การกินหัวหอมทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก อาจจะทำให้อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง หรือคลื่นไส้ พิษจากหัวหอมเป็นพิษมากสำหรับสุนัขญี่ปุ่น เช่น อาคิตะและชิบะ

planting-tips-orange.jpg
ส้ม กินได้! สุนัขสามารถกินส้มได้ตามความเห็นของสัตวแพทย์ ซึ่งเป็นแหล่วงวิตามิน C โปแทสเซียม และไฟเบอร์ ทั้งอย่างนั้น ต้องปลอกเปลือก และนำเม็ดออกด้วยนะคะ

p1818rsrmt1c2k1tq415b31k1nkcv5.jpg

ลูกพีช กินได้! แนะนำเป็นการให้เป็นชิ้นเล็กๆ ตัดให้สุนัขของคุณเพราะมันอุดมไปด้วย วิตามิน A และช่วยต่อสู้ต่อการติดเชื้อในร่างกายได้ แต่อย่างไรก็ตามแกนของลูกพีชเป็นเหมือนเชอร์รี่ซึ่งมีไซยาไนท์ จึงควรระวังเป็นพิเศษสำหรับลูกพีชด้วยค่ะ

1444817263_92.jpg

ลูกแพร์ กินได้ สุนัขสามารถกินลูกแพร์ได้เหมือนกับขนม เพราะลูกแพร์มี คอปเปอร์ วิตามิน C, K และไฟเบอร์ เพียงอย่าลืมหั่นให้เป็นชิ้นพอดีคำ และไม่ติดคอสุนัขก็พอค่ะ อย่าลืมนำเมล็ดออกด้วยนะคะเพราะเมล็ดของลุกแพร์ก็มีสารไวยาไนท์ค่ะ

pea-1205673_1280.jpg
เมล็ดถั่ว กินได้! ถั่วมีวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีนสูง และไฟเบอร์สูง แต่อย่าให้สุนัขกินถั่วกระป๋องเพราะโซเดียมเยอะค่ะpineapple.jpg

สับปะรด กินได้! เนื้อของสับปะรดสุนัขสามารถกินได้แต่ว่าอย่าลืมที่จะเอาเปลือกออก สับปะรดมีวิตามิน แร่ธาติ และไฟเบอร์สูง และยังมี โบรเมลีนซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยทำให้สุนัขย่อยโปรตีน

2049604869-compressor.jpg

มันฝรั่ง กินได้ จริง ๆ สุนัขสามารถกินได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะสด หรือผ่านกระบวนการทำอาหาร แต่ควรปอกเปลือกก่อนเนื่องจากเปลือกของมันฝรั่งมีไซยาไนท์ และแบบสดอาจจะทำให้สุนัขย่อยยาก มันฝรั่งมีธาตุเหล็กมากสำหรับสุนัขของคุณ พยายามหลีกเลี่ยงมันบด หรือมันฝรั่งที่ใส่รสชาด หรือที่ผ่านการปรุงแล้ว

95vh1a.jpg
ราสเบอร์รี่ กินได้! แต่! ควรกินในปริมาณน้อย ราสเบอร์รี่มีสารแอนตี้อ็อกซิเด้นท์ที่ดีต่อสุนัข และยังมีน้ำตาลและแคลอรี่่ต่ำ แต่ไฟเบอร์ แมงกานีส และวิตามิน C สูง ราสเบอร์รี่ยิ่งมีประโยชน์ต่อสุนัขสูงวัย เพราะพวกมันมีสาร anti-inflammatory ซึ่งช่วยให้สุนัขบรรเทาความปวดตรงบริเวณข้อ แต่ในราสเบอร์รี่มีสารพิษ Xylitol ดังนั้นจึงควรให้สุนัขประมาณ 1 ถ้วย/ครั้ง ก็เพียงพอ

bl3192.jpg

สตรอว์เบอร์รี กินได้! สตรอว์เบอร์รีมีวิตามิน C และไฟเบอร์สูง อีกทั้งยังมีเอ็นไซม์ที่ช่วยให้ฟันของสุนัขของคุณขาวขึ้น แต่อย่างไรก็ตามสตรอว์เบอร์รีมีน้ำตาลค่อนข้างสูง

spinach-2.jpg

ผักโขม แน่นอนกินได้! แต่มันไม่ใช่ผักที่ควรให้สุนัยกันบ่อยๆ ผักโขมมีกรดออกซาลิกซึ่งมีความเป็นกรดสูง ซึ่งทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลงและทำให้ไตมีปัญหาในที่สุด แต่ต้องกินผักโขมในปริมาณเยอะมากสุนัขถึงจะมีปัญหานี้ แต่ถ้าแนะนำก็ควรให้กินผักชนิดอื่นดีกว่าค่ะ

1509262top.jpg
มันหวาน กินได้! มันหวานมีธาตุอาหารมากมาก ไฟเบอร์ เบต้าแคโรทีน และวิตามิน B-6,C ซึ่งก็เหมือนมันทั่วไปต้องปลอกเปลืองให้สุนัขคุณกินและทำให้สุก

thaihealth_c_bcdklmnvw245.jpg

มะเขือเทศ กินไม่ได้! สุนัขควรหลีกเลี่ยงมะเขือเทศ ซึ่งส่วนที่เป็นสีแดงที่คนกินปลอดภัยต่อสุนัข แต่ว่าส่วนสีเขีัยวมีพิษซึ่งเรียกว่า โซลานีน เป็นพิษไกลโคแอลคาลอยด์ที่พบในส่วนใบ แต่สุนัขต้องกินในปริมาณมากถึงจะทำให้ป่วย อาการพิษโซลานีนก่อให้เกิดความผิดปกติทางระบบทางเดินอาหารและระบบประสาท จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงให้เพื่อนสี่ขาของเรากินค่ะ


ข้อมูลนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาลักษณะสายพันธุ์ โดยห้ามนำไปคัดลอก ดัดแปลง แก้ไข หรือกระทำการใดๆก่อนได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรนะคะ ถ้าต้องการเผยแพร่ข้อมูลรบกวนแชร์บทความแทนเพื่อเป็นกำลังใจให้ด้วยนะค๊า ^_^

ติดตามเราได้ที่ FB Page Shibainu Thai Darumasou

Instagram : Daruma Home

Covered26-12-05.jpg

ร้านค้าของทางดารุมะสามารถสอบถามการเลี้ยงดูและอาหารได้ที่นี่ https://www.facebook.com/darumapetshop/


Reff : https://www.akc.org/expert-advice/nutrition/natural-foods/fruits-vegetables-dogs-can-and-cant-eat/

บทความอื่นๆ

สำหรับพ่อแม่สุนัขมือใหม่

สั่งที่ต้องระวัง

1.การปีนออกจากบ้าน การหนีออกจากบ้าน คำแนะนำ ปิดรั้วให้มิดชิด

2.สัตว์มีพิษ โดยเฉพาะคางคก งู ตะขาบ ต้องระวังเป็นพิเศษ คำแนะนำ ให้ลูกสุนัขอยู่ในสายจูงตลอดเวลาพาจูงเดินเล่น หรือคอยดูเวลาเค้าเล่นภายนอกบริเวณบ้าน

3.กัดสายไฟ คำแนะนำ ให้สุนัขอยู่กรง คอก เมื่อไม่มีคนดูแล หรืออยู่ในสายตา

4.การกินสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ หากเป็นของมีคมให้รีบพาพบแพทย์ คำแนะนำ ให้ลูกสุนัขอยู่ในสายตาตลอดเมื่อปล่อยนอกกรงหรือคอก

สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ

1.นำลูกสุนัขที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบไปพบปะกับกลุ่มสุนัขโต คำแนะนำ ไม่แนะนำให้พาลูกสุนัขไปร่วมฝูงก่อนครบวัคซีน หรือประมาณ 4 เดือน

2.เมื่อไป รพส. วางลูกสุนัขให้เดินเองกับพื้น คำแนะนำคือควรอุ้มไว้กับตัวและงดเล่นกับสุนัขตัวอื่น เพื่อป้องกันเชื้อโรค และเห็บหมัดตามพื้นที่ใน รพส.

3.ไม่ควรให้สุนัขอยู่นอกกรง ขณะที่ไม่มีคนอยู่บ้าน คำแนะนำ ควรให้อยู่ในกรง หรือคอกเพื่อความปลอดภัยของลูกสุนัขจากสัตว์มีพิษ สายไฟ อาหารมีพิษ และเค้าจะรู้สึกปลอดภัยอยู่ในมุมของเค้าค่ะ

4.ไม่ควรเปลี่ยนอาหารตามใจลูกสุนัข คำแนะนำ ควรให้ลูกสุนัขทานอาหารเดิม จนเปลี่ยนเป็นของสุนัขโต ประมาณ 1 ปีค่ะ เพราะการเปลี่ยนตามใจลูกสุนัขจะทำให้ลูกสุนัขเรื่องมาก เลือกทานค่ะ น้ำหนักของสุนัขชิบะโตเต็มวัย เพศเมียอยู่ที่ 7-10 กิโลกรัม ตัวผู้อยู่ที่ 10-12 กิโลกรัม ถ้าน้องทานไม่หมด มื้อต่อไปให้อาหารในปริมาณลดลง จนพอดีต่อความต้องการ

5.ไม่ควรทิ้งสุนัขไว้ในรถขณะไม่มีคนอยู่ คำแนะนำ ควรมีคนอยู่ในรถด้วยหากมีสุนัขอยู่

6.ไม่ควรตีสุนัข หรือใช้เสียงดังให้สุนัขกลัว จะทำให้สุนัขเป็นสุนัขขี้ระแวง คำแนะนำ ดุใช้คำเดียว อย่า! หรือ ไม่! ไปเลยค่ะ

 

การผสมพันธุ์

1.ควรให้พ่อแม่พันธุ์อายุมากกว่า 14 เดือนขึ้นไป และตรวจประวัติพ่อแม่พันธุ์

2.ควรตรวจโรคติดต่อพ่อและแม่พันธุ์ เช่นโรคแท้งติดต่อ อันจะทำให้แม่สุนัขอันตรายถึงชีวิต รวมไปถึงลูกในท้อง เป็นต้น

3.ควรตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรมก่อนการผสม คำแนะนำ คัดกรองโรคข้อสะโพก ก่อนผสม

 

อาการที่ควรพบแพทย์

1.ทานสิ่งแปลกปลอมเข้าไป เช่น ของมีคม ของที่ย่อยไม่ได้ ของเล่น

2.ท้องเสีย ถ่ายท้อง มีมูก มีกลิ่นคาว

3.ซึม ไม่เล่น ไม่ทานข้าว สังเกตุอาการ 1-2 วันขึ้นไป

4.มีขี้ตา น้ำมูก สีเขียวมากกว่าปรกติ

Covered26-12-05.jpg

ร้านค้าของทางดารุมะสามารถสอบถามการเลี้ยงดูและอาหารได้ที่นี่   https://www.facebook.com/darumapetshop/ 

บทความอื่นๆ

การผสมพันธุ์สุนัข : ภาวะอัณฑะทองแดง

มีผู้เพาะพันธุ์สุนัขมากมายต้องการเพาะลูกสุนัขที่น่ารักออกมา แต่ความน่ารักนี้อาจจะกลายเป็นภัยต่อสุนัขหากไม่มีการศึกษาการผสมพันธุ์ที่ดี

ภาวะอัณฑะทองแดง ในสุนัขเพศผู้

Retained Testicle (Cryptorchidism)

โดยปกติลูกสุนัขเพศผู้จะพบอัณฑะทั้ง 2 ใบโดยปรกติจะลงมาก่อนสุนัขครบอายุ 6 เดือน โดยอัณฑะที่ยังค้างอยู่นี้ อาจจะอยู่ในตำแหน่งขาหนีบ หรือช่องท้อง โดยถ้าไม่พบอัณฑะในถุงอัณฑะทั้งสองลูกแพทย์จะวินิจฉัยว่า เป็นภาวะอัณฑะทองแดง

อธิบายง่ายๆ คือมีอัณฑะลูกเดียวลงมาในถุงสีดำ(ถุงอัณฑะ) หรือไม่ลงทั้งสองลูก ซึ่งอาจจะมีโอกาสทำให้เป็นมะเร็งและเนื้องอกได้ค่ะ

retained testicle 2.jpg

รูปแสดงภาวะอัณฑะลงถุงลูกเดียว

29884510_823700657834579_698913454_o1.jpg

รูปแสดงภาวะอัณฑะไม่ลงทั้งสองลูก

          โรคอัณฑะทองแดงเกิดขึ้นได้อย่างไร ภาวะอัณฑะทองแดง (cryptorchidism) มีสาเหตุมาจาก sex-limited autosomal recessive gene หรือการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของยีนเพศที่ถูกจำกัด โดยภาวะนี้สามารถส่งต่อทางพันธุกรรมได้ จึงควรทำหมันสุนัขที่มีสภาวะดังกล่าว

โรคนี้อันตรายต่อสุนัขอย่างไร

มีรายงานพบว่าสุนัขที่มีอัณฑะข้างเดียวมีโอกาสที่จะเกิดเนื้องอก(หรือมะเร็ง) มากกว่าสุนัขปรกติถึง 13 เท่า อีกทั้งยังสามารถเกิดการบิดของอัณฑะได้ (testicular torsion) ซึ่งทำให้สุนัขเจ็บปวด และเป็นอันตรายอย่างมากต่อสุนัข โดยทั่วไปเนื้องอกที่อัณฑะมักพบได้ในอายุระหว่าง 3-5 ปีขึ้นไป

วิธีรักษา

แพทย์จะวินิจฉัยและแนะนำให้ทำหมันสุนัข

โรคนี้ส่งผลอย่างไรต่อลูกสุนัข

คำถามที่หลายๆคนถามก็คือ สามารถผสมพันธุ์ได้มั้ย ซึ่งสามารถพูดได้ว่า สามารถสืบพันธ์ุได้ แต่ไม่ควรผสมพันธุ์ เหตุเพราะสุนัขเพศผู้ที่อัณฑะลงถุง 1 ข้าง สามารถผลิตอสุจิที่จะให้กำเนิดลูกสุนัขได้ และยังถ่ายทอดพันธุกรรมนี้ไปสู่รุ่นลูก หลาน อีกทั้งสามารถทำให้สุนัขเสี่ยงเป็นมะเร็งและเนื้องอกสูงจึงไม่แนะนำให้ผสมพันธุ์

การทำหมันสุนัข

โดยการทำหมันอายุที่เหมาะสมตามที่สัตวแพทย์แนะนำคือ 6 เดือน ขึ้นไป สำหรับเพศเมียไม่ควรทำหมันในช่วงที่สุนัขเป้นสัด โดยแพทย์จะทำการตรวจเลือด และประเมินสุนัขก่อนทำหมัน หลังจากนั้นสัตวแพทย์จะทำการนัดวันผ่า ควรให้สุนัขงดน้ำและงดอาหารทุกชนิดหลังเที่ยงคืนก่อนวันผ่าตัดหรืออย่างน้อย 6-12 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด จากประสบการณ์สุนัขที่บ้านหลังทำหมัน มีขนที่สวยขึ้น พฤติกรรมก้าวร้าวลดลง (ช่วงติดสัด)

การทำหมันสำหรับสุนัขที่เป็นทองแดง คุณหมอจะทำการกรีดเปิดเช่นเดียวกับการทำหมันปกติ และกรีดเปิดในตำแหน่งที่พบอัณฑะค้างอยู่ด้วย เช่น บริเวณขาหนีบ แต่หากอัณฑะนั้นค้างอยู่ในช่องท้อง คุณหมอจะทำการกรีดเปิดช่องท้องใกล้บริเวณ caudal midline ขนานกับถุงหุ้มลึงค์ เพื่อเอาอัณฑะออกมา ส่วนขั้นตอนการทำหมันอื่นๆ จะคล้ายกับการทำหมันแบบปกติ

12-009.jpg

Ref.

https://www.dogilike.com/content/vettalk/1359/

Click to access KC4503007.pdf

https://www.honestdocs.co/cryptorchidism-in-dogs

บทความอื่นๆ

โภชนาการสำหรับสุนัขชิบะ

29791802_10155454946506586_8364835835910007293_n

สุนัขชิบะ มีพื้นฐานมาจากสุนัขล่าสัตว์ ไล่ล่าสัตว์ขนาดเล็กไปจนสัตว์ขนาดกลาง นก กระต่ายป่า หมูป่า หมีขนาดเล็ก เป็นต้น และเป็นสุนัขขนาดกลาง จึงต้องการสารอาหารที่เหมาะสม โดยจากประสบการณ์ สุนัขชิบะบางตัวมักมีอาการแพ้โปรตีนจากเนื้อไก่ ข้าวโพด หากมีอาการแพ้ควรรีบพบแพทย์ทันที

และงดให้อาหารรวมไปถึงขนมที่ทำจากเนื้อไก่ และลักษณะเม็ดของอาหารสุนัขควรมีขนาดไม่เล็กเกินไปแนะนำขนาดเม็ดที่มีขนาด 1 ซม ขึ้นไป เพื่อให้สุนัขได้เคี้ยวขัดฟัน อันจะทำให้ไม่เป็นปัญหาฟัน และเหงือกอักเสบต่อไป ส่วนอาหารที่แนะนำจะเป็นโปรตีนจาก เนื้อไก่(สำหรับสุนัขที่ไม่มีอาการแพ้) เนื้อปลา เนื้อแกะ หรือเนื้อกระต่าย เป็นต้น

ช่วงอายุระหว่าง 6 – 9 เดือน อาจจะเป็นช่วงที่สุนัขมีการเลือกทาน ทานอาหารไม่หมด ร่างกายเก้งก้าง เพราะอยู่ในช่วงยืด ผู้เลี้ยงจึงไม่ต้องกังวล โดยสุนัขชิบะโตเต็มวัยเพศผู้จะหนักประมาณ 10 – 12 กิโลกรัม เพศเมีย 7 – 10 กิโลกรัม เพราะฉะนั้นช่วงอายุ 6 – 9 เดือน อาจจะมีน้ำหนักประมาณ 5 – 8 กิโลกรัมก็ถือเป็นเรื่องปรกติ โดยหากมีพฤติกรรมดังกล่าว ให้เพิ่มการออกกำลังกาย โดยการวิ่ง หรือเล่นกับสุนัข

ดังที่ได้กล่าวตามข้างต้นสุนัขชิบะเป็นสุนัขล่าสัตว์เพราะฉะนั้นจึงควรมีกล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย อีกทั้งกล้ามเนื้อยังช่วยพยุงสะโพก และสะบ้า ซึ่งเป็นโรคกรรมพันธ์ที่เสี่ยงในสุนัขชิบะ และไม่ควรให้อาหารมากเกินความต้องการ การวัดว่าสุนัขอ้วนหรือไม่อย่างง่ายคือให้ดึงหนังสุนัขขึ้นมา หากมีการยืดหยุ่นมากกว่าปรกติให้พาออกกำลังกายเพิ่มขึ้น และลดการให้ขนม

 

 

สุนัขชิบะอายุ 5 เดือน

อาการแพ้อาหาร (ตัวอย่าง)

29791786_10216110579941775_5517805920383401984_o.jpg

เจ้าของเคสมีการเปลี่ยนอาหาร เปลี่ยนโปรตีน ต่อมาสุนัขมีอาการคัน ขนพันเป็นกระจุก เจ้าของจึงแหวกขนดูจึงพบผิวหนังมีอาการเป็นแผลและหนอง จึงพาพบสัตวแพทย์และเปลี่ยนอาหารจึงมีอาการดีขึ้น

รวมไปถึงอาการคันหู เช่น มียีสในหู สามาเหตุอาจจะมาจากการแพ้อาหารก็ได้ค่ะ

โภชนาการที่สำคัญสำหรับสุนัข

          อาหารประกอบไปด้วยสารอาหารหลัก (Macronutrients) ,สารอาหารรอง (Micronutrients) รวมไปจนถึงส่วนประกอบต่างๆ แร่ธาตุ. วิตามิน เป็นต้น บ่อยครั้งที่สุนัขมักมีปัญหาด้านสุขภาพจากการขาดสารอาหาร โดยสุนัขควรได้รับสารอาหารที่เหมาะสม และสัดส่วนความสมดุลของโปรตีน, คาร์โบไฮเดรต, ไขมัน, แร่ธาตุ และวิตามิน ซึ่งโภชนาการที่สุนัขแต่ละตัวนั้นต้องการขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ สายพันธุ์ และสุขภาพโดยรวมของสุนัขตัวนั้นๆ เป็นต้น

โปรตีน และ กรดอะมิโน

โปรตีนเป็นส่วนประกอบที่ควรมีในอาหารสุนัข โดยโมเลกุลขนาดใหญ่ของโปรตีนนั้นมาจากกรดอะมิโน และร่างกายสุนัขไม่สามารถผลิตขึ้นมาเองได้ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 10 ชนิด เรียกว่า กรดอะมิโนจำเป็น (essential amino acids) 

อีกทั้งโปรตีนทำหน้าที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย และยังช่วยไม่ให้เกิดตะคริวที่กล้ามเนื้อเท้าโดยการ สร้างกล้ามเนื้อและกระดูกให้แข็งแรง โดยกรดอะมิโนจำเป็นเหล่านี้ยังช่วยซ่อมแซมร่างกายของสุนัขอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพผิวหนัง และเส้นขนอีกด้วย

จากการศึกษาพบว่าสุนัขสามารถดม และพบการขาดกรดอะมิโนจำเป็นในอาหารได้ ซึ่งจะทำให้สุนัขไม่ทานอาหารมื้อนั้นเพราะพบว่าขาดกรดอะมิโนจำเป็นในอาหาร สุนัขมักชอบที่จะทานอาหารที่มีโปรตีนสูง ซึ่งแหล่งโปรตีนสำคัญสามารถพบได้จาก เนื้อไก่ เนื้อวัว เนื้อปลา ชีส ไข่ เนื้อแกะ และถั่วเหลือง

ถึงแม้ว่าอาหาร เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ เครื่องใน จะประกอบไปด้วยกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายสุนัข แต่ก็ยังประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูง และมีโมเลกุลขนาดใหญ่ จึงทำให้ร่างกายดูดซึมและย่อยได้ยาก  (สังเกตง่าย ๆได้จากอุจจาระที่มีปริมาณมากและมีกลิ่นเหม็น) จึงทำให้ร่างกายของน้องหมาตอบสนองให้เกิดการแพ้ได้

โดยสำหรับแหล่งโปรตีนที่ดีต่อน้องหมา ควรมีขนาดโมเลกุลขนาดเล็ก ไขมันต่ำ สามารถดูดซึมและย่อยได้ง่าย ซึ่งโปรตีนที่ได้รับความนิยมนำมาให้น้องหมากินคือ โปรตีนจากเนื้อปลา เช่น ปลาแซลมอน ปลาแมกเคอเรล ปลาแฮริง ปลาเทราท์ และปลาซาร์ดีน ที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 , 6 ในปริมาณสูง ซึ่งจะช่วยช่วยให้ผิวหนังแข็งแรง ไม่แห้ง กร้าน ลดอาการคัน และบำรุงให้ขนสวยเป็นเงางามค่ะ

โดยแหล่งโปรตีนคุณภาพดี หมายถึงวัตถุดิบที่ได้จากกล้ามเนื้อและอวัยวะของเนื้อสัตว์และปลา ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์จากเนื้อและกระดูกที่ผ่านความร้อนมาแล้ว (meat and bone meal)

คาร์โบไฮเดรต

คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานบริสุทธิ์ ซึ่งสามารถเรียกได้ว่าเป็น เชื้อเพลิงของสุนัข ซึ่งคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในรูปของไฟเบอร์(ผัก) สามารถทำให้สุนัขของคุณมีพลังงานเต็มที่อย่างยาวนานและช่วยป้องกันไม่ให้สุนัขทานอาหารมากไป หรือทำให้อิ่มง่ายนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้วคาร์โบไฮเดรต เป็นแหล่งพลังงานเพื่อประหยัดการใช้โปรตีน

แต่เมื่อมีการทานคาร์โบไฮเดรตเกินมากกว่าความต้องการของสุนัข จึงเป็นสาเหตุหลักของการเกิดปัญหาสุขภาพ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงควรระวังเรื่องปริมาณ โดยคาร์โบไฮเดรตในอาหารสำหรับสุนัขที่ไม่มีกิจกรรมมากนัก หรือสุนัขแก่ จะทำให้สุนัขมีน้ำหนักที่มากเกินไป โดยคาร์โบไฮเดรตที่เข้าไปในร่างกายสุดท้ายแล้วจะถูกเก็บไปในรูปของเซลล์ไขมันของร่างกาย ในทางตรงกันข้ามถ้าในอาหารมีคาร์โบไฮเดรตน้อย สำหรับสุนัขที่มีกิจกรรมมากจะทำให้เกิดสิ่งที่ตรงกันข้ามและทำให้สุนัขขาดสารอาหารนั่นเองค่ะ

คาร์โบไฮเดรตมักพบใน ข้าว, โอ๊ตส์, ข้าวโพด, ข้าวบาร์เล่ย์, และข้าวสาลี

ไขมัน และกรดไขมัน

ไขมัน และกรดไขมันจำเป็น เป็นแหล่งพลังงานระยะยาวของสุนัข และถูกใช้เพื่อรักษาระบบในร่างกายสุนัขเป็นหลัก รวมไปถึงระบบฮอร์โมน ขน อวัยวะสำคัญของร่างกาย และการทำงานของสมอง เป็นต้น ไขมันทำหน้าที่รักษาโครงสร้างของเซลล์ และช่วยให้เซลล์ทำงานโดยปรกติ ผิวหนังและขนที่มีสุขภาพดีมักมาจากอาหารที่มีไขมัน อีกทั้งไขมันยังช่วยในการดูดซึมวิตามินของร่างกาย โดยกรดไขมันโอเมก้า-3 ช่วยในเรื่องการมองเห็นและความจำ

อย่างไรก็ตามปริมาณไขมันมากเกินไปในอาหารจะทำให้เกิดปัญหากับหัวใจ และภาวะข้ออักเสบ แต่การขาดไขมันในอาหารทำให้มีความน่ากินน้อยลง และทำให้สุนัขอาจมีปัญหาผิวหนังแห้ง และปัญหาขน เพราะฉะนั้นควรให้ไขมันในปริมาณที่เหมาะสมแก่สุนัขตัวนั้นๆ ค่ะ

ในปัจจุบันมีการนำกรดไขมันโอเมก้ามาใช้เพื่อต้านการอักเสบในกรณีต่างในสุนัข เช่น ภาวะแพ้ (aleergies) หรือภาวะภูมิคุ้มกันไวเกิน (autoimmune), โรคผิวหนังแบบ sebborrhea, โรคไตวายเรื้อรัง, ข้ออักเสบ (arthritis) และการติดเชื้อยีส เป็นต้น

ไขมันและกรดไขมัน สามารถพบไขมันได้ในแหล่งอาหารต่อไปนี้คือ เนื้อสัตว์ น้ำมันปลา นม  เครื่องในสัตว์ และน้ำมันพืช

แร่ธาตุต่างๆ

แร่ธาตุต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุนัข ทั้งร่างกาย จิตใจ การเจริญเติบโตของลูกสุนัข อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยของเอ็นไซม์ต่างๆ อีกด้วย การขาดแร่ธาตุอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพต่างๆ ของสุนัข ซึ่งปริมาณของความต้องการแร่ธาตุในแต่ละวันมีผลต่อสุนัขมาก เช่น การให้อาหารที่มีแคลเซียมน้อยไปอาจจะทำให้เกิดภาวะฮอร์โมนต่อมพาราไทรอยด์สูง และการที่ให้อาหารที่มีแคลเซียมมากเกินไปในลูกสุนัขที่กำลังเจริญเติมโตจะทำให้การเจริญเติมโตด้านโครงสร้างกระดูกมีปัญหา

ปัจจัยหลักของแร่ธาตุ ซึ่งแร่ธาตุมีมากมายเป็นสิ่งผันแปรจากวัตถุดิบ โดยควรเปลี่ยนวัตถุดิบของอาหาร เช่น เปลี่ยนชนิดของผัก เปลี่ยนชนิดของเนื้อสัตว์ เปลี่ยนส่วนของเนื้อสัตว์ และอย่ากลัวที่จะลองอะไรใหม่ๆ เช่น ปลา หรือเครื่องในสัตว์ เป็นต้น

Covered26-12-05.jpg

ร้านค้าของทางดารุมะสามารถสอบถามการเลี้ยงดูและอาหารได้ที่นี่   https://www.facebook.com/darumapetshop/ 

Ref :

https://breedingbusiness.com/health/

https://www.dogilike.com/content/caring/4090/

https://www.honestdocs.co/contrasting-grain-based-and-meat-based-diets-for-dogs

http://www.click2vet.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539308610

บทความอื่นๆ

เรื่องโรคทางพันธุกรรมในสุนัขชิบะและอาคิตะ (สรุปมีตติ้งครั้งที่ 2)

25073461_10203856285005414_7337862674165559357_o.jpg

Meeting Akita & Shiba inu club #2

          ขอบคุณทุกๆ คนที่เข้ามาร่วมงานนะคะ หวังว่าจะได้รับความรู้ ความสนุกกลับไปไม่มากก็น้อย ทั้งนี้นุกสรุปเนื้อหาที่เราไปมีตติ้งมาไว้ข้างล่างนี้ค่ะ

เรื่องโรคทางพันธุกรรมในสุนัขชิบะและอาคิตะ

โรคทางพันธุกรรมมีความสำคัญอย่างไร อาจจะเรียกได้ว่าสำคัญที่สุดในการทำให้สายพันธุ์อยู่รอด และเราคนที่เลี้ยงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสิ่งมหัศจรรย์นี้ ซึ่งเราต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆ เพื่อช่วยกันพัฒนาให้มีสุนัขที่มีคุณภาพอยู่ในประเทศไทยต่อๆไป ซึ่งโรคที่จะกล่าวต่อไปนี้มีทั้งแบบที่เกิดจากพันธุกรรม และเกิดจากการเลี้ยงดู(รวมไปถึงอายุสุนัข) และอื่นๆ ต่อไปนี้ค่ะ

1.โรคข้อสะโพกเสื่อม (Hip dysplasia)

2.โรคข้อสะบ้าเคลื่อน (Patellar luxation)

3.จิตประสาทของสุนัข

4.ลักษณะไม่พึงประสงค์ในแต่ละสายพันธุ์ เพราะหากเราชื่นชอบในสายพันธุ์สุนัข เราควรช่วยกันอนุรักษ์และสืบทอดเจตนารมณ์ของผู้เพาะพันธุ์สายพันธุ์

 

          1.โรคข้อสะโพกเสื่อม (Hip dysplasia) ในสุนัขนั้นมีปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม อาหาร กระดูกต้นขา มักเกิดจากความล้มเหลวในการสร้างหัวกระดูกขาหลัง (femoral head and neck) เข้ากับข้อสะโพก (acetabulum) ไม่สมดุลกัน ทำให้ข้อสะโพกที่สร้างขึ้นมีลักษณะไม่แข็งแรงและอาจทำให้เกิดกระดูกและข้อบริเวณนั้นเกิดการอักเสบ (osteoarthritis) ในที่สุด ลักษณะเหล่านี้สามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นลูกได้ การสังเกตอย่างง่ายของโรคนี้ถ้าเกิดจากพันธุกรรม จะเป็นตั้งแต่เด็ก และเป็นทั้งสองข้าง หรืออาจจะเกิดจากการเลี้ยงดูหรือเสื่อมตามอายุของสัตว์เลี้ยง

ปัจจัยโน้มนำที่ทำให้เกิดปัญหาของข้อสะโพกเสื่อม มีหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น พันธุกรรม อุบัติเหตุ การเลี้ยงบนพื้นลื่น เช่นพื้นกระเบื้อง หรือหินอ่อน จะทำให้สุนัขลื่นได้ง่ายเกิดการบาดเจ็บของข้อสะโพกได้ หรือการเลื้ยงไว้ในบ้านที่ไม่มีบริเวณให้ออกกำลังกาย จะทำให้มวลกล้ามเนื้อเล็กลีบ ขาหลังอ่อนแรงได้, ควบคุม หรือ จำกัดปริมาณอาหารที่มากเกินไป การควมคุมอาหารในลูกสุนัขพันธุ์ใหญ่ ทำให้ได้รับสารอาหารไม่สมดุล จึงทำให้เกิดปัญหาของโครงสร้างร่างกายได้ เป็นต้น ส่วนสาเหตุของข้อสะโพกเสื่อมนั้น ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่จากการศึกษาที่ผ่านมาเชื่อว่า สาเหตุของข้อเสื่อมเกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่กระดูกอ่อนผิวข้อต่อ (articular cartilage) เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างชีวเคมีและกระบวนการเมแทบอลิซึม(metabolism) ภายในกระดูกอ่อน สาเหตุนั้น เนื่องมาจาก พันธุกรรม การเลี้ยงดู หรือจากอุบัติเหตุ เป็นต้น

อาการของสุนัขที่มีปัญหาข้อสะโพกเสื่อม จะมีอาการลุกนั่งลำบาก ไม่อยากยืนหรือเดินนานๆ เนื่องจากมีอาการเจ็บปวดบริเวณข้อสะโพก สองขาหลังอ่อนแรง เดินกะเผลก กล้ามเนื้อลีบ ยืนย่อขา หรือบางตัวไม่สามารถลุกเดินได้ เป็นต้น

โรคนี้ส่งผลต่อสุนัขอย่างไร

– ทรงตัวได้ไม่ดี และทำให้สุนัขเจ็บปวดเมื่อเดินหรือวิ่ง
– ยืนขาสั่น ทรงตัวได้ไม่ดี หรือเดินปัด
– เดินขึ้นลงบันไดไม่สะดวก
– กล้ามเนื้อขาหลังฝ่อลีบ เนื่องจากใช้ขาหลังน้อยลงเนื่องจากเจ็บปวด

  เป็นต้น

สังเกตเบื้องต้นจากรูปด้านล่างค่ะ ถ้าพบว่ามีความผิดปรกติให้เข้าพบสัตวแพทย์เฉพาะทาง หรือโรงพยาบาลสัตว์ที่มีเครื่อง Xray เพื่อตรวจคัดกรองโรคค่ะ

โครงสร้าง-09

C8FD~1-09

           2.โรคข้อสะบ้าเคลื่อน (Patellar luxation) การเคลื่อนของสะบ้าในสุนัข ส่วนใหญ่เป็นมาแต่กำเนิด หรือเกิดขึ้นภายหลังจากการกระทบกระแทก สุนัขอาจแสดงอาการเจ็บบริเวณข้อเข่า เดินผิดปกติ หรือพบความผิดปกติของรูปร่างของขาที่มีสะบ้าเคลื่อนจนบางครั้งสุนัขไม่สามารถใช้ขารับน้ำหนักได้ สุนัขที่มีสะบ้าเคลื่อนเป็นเวลานานมักพบการฉีกขาดของเอ็นที่หัวเข่าร่วมด้วย ทำให้เกิดเจ็บมากขึ้นและเกิดโรคข้อเสื่อม (degenerative joint disease) ตามมา กระดูกสะบ้าเคลื่อนในสุนัขนั้นเกิดเมื่อกระดูกสะบ้าหลุดออกจากร่องของกระดูกต้นขาที่ควรอยู่โดยที่กระดูกสะบ้าจะสามารถกลับเข้าสู่ที่เดิมได้เมื่อกล้ามเนื้อที่ขาหลังนั้นมีการคลายตัวดังนั้นสุนัขส่วนใหญ่ที่เกิดกระดูกสะบ้าเคลื่อนมักจะยกขาหลังค้างไว้สัก 2-3 นาที

สาเหตุที่ทำให้กระดูกสะบ้าเคลื่อนที่ การที่กระดูสะบ้าเคลื่อนที่นี้มักเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือการได้รับบาดเจ็บ หากเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมคุณสามารถสังเกตเห็นอาการนี้ได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 4 เดือนและมักจะแสดงอาการทั้งสองข้าง โดยเกิดจากร่องตรงกลางของกระดูกต้นขาตื้นเกินไป โดยปรกติลูกสะบ้าจะเคลื่อนที่ขึ้นและลงเท่านั้น แต่ถ้าในสุนัขที่มีปัญหาลูกสะบ้าจะเคลื่อนที่ซ้ายและขวาด้วยนั่นเองค่ะ (สะบ้าจะเคลื่อนที่ออกข้างนอกและข้างในขา ซึ่งจะเรียกว่า medial patellar luxation และ lateral patellar luxation)

โรคนี้ส่งผลต่อสุนัขอย่างไร

– เริ่มทรงตัวได้ไม่ดีและยืนขาสั่น
– ร้องเจ็บเวลาลุกขึ้นนั่ง หรือนอนบนพื้นได้ลำบาก
– เริ่มเดินขาหลังปัดไปปัดมา เดินขึ้นลงบันไดไม่สะดวก
– น้องหมามีกล้ามเนื้อฝ่อลีบ เนื่องจากใช้ขาหลังได้น้อยลง

โรคนี้สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าเบื้องต้นโดยดูว่าน้องหมาเริ่มมีอาการเดินปัด ขาไม่ตรง และเจ็บตอนวิ่งหรือเดิน ควรพาพบสัตวแพทย์ด้านกระดูกโดยตรง

C8FD~1-10.jpg

luxating_patella-1_2009.jpg

รูปแสดงถึงกล้ามเนื้อมีผลในการช่วยพยุงสะบ้าให้ไม่เคลื่อนแสดงให้เห็นว่าการพัฒนากล้ามเนื้อในสุนัขนั้นสำคัญมาก *ในกรณีที่เป็นเฟส 1 แต่ควรพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องต่อไปค่ะ

       การออกกำลังกายเพื่อ เพิ่มมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

          หลักการของการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรง คือ โภชนาการที่ดี และปริมาณของอาหาร ควรต้องมีความสมดุลกับการออกกำลังกาย ตัวอย่าง ของการออกกำลังกาย เช่น จะเพิ่มกล้ามเนื้อส่วนนี้ได้ยังไง ถ้าเป็นส่วนสะบ้าให้หาเบาะรองที่เป็นฟองน้ำสุนัขจะยกขามากกว่าปรกติทำให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นเพิ่มขึ้น และต้องให้ทานอาหารถูกโภชนาการ แนะนำให้หาอาหารเม็ดดีๆสักยี่ห้อเลยจ้า ส่วนการเพิ่มกล้ามเนื้อบริเวณสะโพกให้สุนัขลุกนั่งวันละ 10-20 ครั้ง โดยที่ให้จัดท่านั่งไม่ให้ขาแบะออกข้าง ขาต้องชี้ไปด้านหน้าแนบกับตัวสุนัขค่ะ ดูจากรูปด้านล่างได้เลยค่า

          3.จิตประสาทของสุนัข (Dog Temperament) เป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญมากในการที่จะเพาะพันธุ์สุนัขให้มีภาวะทางอารมณ์ที่ดี ซึ่งความสำคัญนั้นก็คือสุนัขจะต้องไม่ก้าวร้าว หรือหวาดกลัว/ระแวงจนมากเกินไป เช่น สุนัขบางแก้วสมัยก่อน เชื่อว่าทุกคนคงได้ยินความดุมาไม่น้อย แม้กระทั่งปัจจุบัน แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้ไม่ดุ เพื่อเข้ากับกระแสสังคมมากขึ้น โดยที่ลักษณะสายพันธุ์ยังคงเดิม

          4.ลักษณะไม่พึงประสงค์ในแต่ละสายพันธุ์ ยกตัวอย่างในสุนัขพันธุ์ชิบะ สีขาวเป็นสีที่ไม่พึงประสงค์ หรือสุนัขชิบะที่มีขนาดเล็กกว่าปรกติเนื่องจากเป็นยีนด้อย ซึ่งอาจจะเป็นพาหะนำยีนยีนด้อยอื่นๆ ถ่ายทอดไปด้วย อาจจะไม่แสดงในรุ่นพ่อแม่หรือลูก แต่อาจจะแสดงในรุ่นถัดๆไป

หวังว่าการจัดมีตติ้งครั้งนี้จะมีประโยชน์ให้กับทุกๆ คน ไม่มากก็น้อย ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมงาน และโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อมา ณ ที่นี้ด้วยค่า

***หากมีอาการเหล่านี้ แนะนำให้เพื่อนๆ พาไปพบสัตวแพทย์นะคะ***

อ้างอิง
*สัตวแพทย์คาร่าที่ให้คำปรึกษาเรื่อยมา
*หนังสือ โรคข้อเข่าที่พบบ่อยในสุนัข , common canine stifle joint disease ; กรกฎ งานวงศ์พาณิชย์

 

*http://www.thonglorpet.com/home/ข้อสะโพกเสื่อมในสุนัขพันธุ์ใหญ่

*http://www.vpathai.org/private_folder/Journal_VPAT/2012_4/04_Canine_Patellar-Chalika.pdf

*https://www.honestdocs.co/patellar-luxation-in-dogs

*ข้อมูลแพทย์เฉพาะทางในประเทศไทยค่ะ https://pantip.com/topic/35370521

บทความอื่นๆ

ทำไมถึงไม่ควรผสมพันธุ์เมื่อสุนัขอายุไม่ถึง 1 ปี

หลายๆ ครั้งที่เรามักพบผู้นำสุนัขไปผสมก่อนวัยอันควร พูดง่ายๆภาษาคนก็ “ท้องไม่พร้อม” แล้วอะไรคือการท้องไม่พร้อมของสุนัข มาดูกันจ้า

ในสุนัขตามกฏของ สมาคมพัฒนาพันธุ์สุนัขประเทศไทย ระบุไว้ว่า

การผสมสุนัข สมาคมฯ กำหนดอายุขั้นต่ำของพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์สุนัข ดังนี้

– สุนัขขนาดเล็ก พ่อและแม่พันธุ์ต้องมีอายุ 12 เดือนขึ้นไป
– สุนัขขนาดกลาง พ่อและแม่พันธุ์ต้องมีอายุ 14 เดือนขึ้นไป
– สุนัขขนาดใหญ่ (รวมทั้งในกลุ่มสุนัขใช้งาน) พ่อและแม่พันธุ์ต้องมีอายุ 18 เดือนขึ้นไป

ซึ่งสุนัขส่วนใหญ่จะเริ่มมีฮีทตอนอายุ 6-8 เดือน คนจึงมักพูดว่า ” ผสมฮีทที่ 2 ” ซึ่งจริงๆต้องขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ว่าเจริญเติบโตเต็มที่ตอนอายุเท่าไหร่ และสมาคมฯ ได้แบ่งไว้ตามขนาดสุนัขชิบะถูกจัดอยู่ในสุนัขขนาดกลางซึ่ง พ่อและแม่พันธุ์ต้องมีอายุ 14 เดือนขึ้นไป และสุนัขอาคิตะเป็นสุนัขขนาดใหญ่ พ่อและแม่พันธุ์ต้องมีอายุ 18 เดือนขึ้นไป ซึ่งหมายความว่าสุนัขที่อายุต่ำกว่ากำหนดไม่สามารถแจ้งผสมและขึ้นทะเบียนกับทางสมาคมฯ ได้นั่นเอง ทำให้สุนัขหลายๆ ตัวไม่มีใบเพ็ดดิกรี หรือทะเบียนตัวนั่นเอง

11030757_787575304661052_201493208_o

และอะไรทำให้สมาคมต้องกำหนดอายุ เพราะขนาดของแต่ละสายพันธุ์เป็นตัวกำหนดกว้างๆ ของเวลาที่สุนัขจะโตเต็มที่นั่นเอง หลายๆ คนอาจจะคิดว่าการที่สุนัขมีฮีทแปลว่าร่างกายพร้อมผสมแล้วอาจจะไม่ถูกต้องเพราะผลกระทบที่ตามมามีดังนี้

  1. แม่สุนัขที่ท้องก่อนกำหนด มักมีพฤติกรรมที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ระหว่างตั้งท้องและคลอด เพราะวุฒิภาวะไม่พอ ซึ่งสุนัขส่วนใหญ่จะนิสัยเหมือนเด็ก พลังงานเยอะ ในช่วง1-2 ปีแรกและเริ่มนิ่งขึ้นเมื่ออายุ 2 ปีขึ้นไป ซึ่งการที่สุนัขไม่มีวุฒิภาวะที่พร้อมอาจจะทำให้ลูกสุนัขที่เกิดมามีความเสี่ยงต่อชีวิตมากขึ้น แม้ว่าสุนัขอายุ 6 เดือน อาจจะมีภาวะร่างกายที่สามารถผสมพันธุ์ได้แล้วเมื่อฮีทแรกของสุนัขมาแต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า สุนัขจะมีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูกสุนัข ซึ่งสุนัขเมื่ออายุ 6 เดือนส่วนใหญ่กำลังเรียนรู้การอยู่ฝูงของคุณ หรือเรียนรู้ที่จะเป็นสมาชิกในครอบครัวของคุณอยู่แต่มันจะกลายเป็นเรื่องที่ยากที่สุนัขจะต้องเรียนรู้การอยู่ฝูงและเป็นแม่ด้วย
  2. แม้ว่าสุนัขตัวเมียจะสามารถตั้งท้องได้ตั้งแต่การผสมครั้งแรก และเช่นเดียวกันสุนัขตัวผู้ก็สามารถหลั่งสเปิร์มได้เช่นกัน แต่ก็ไม่ควรผสมเพราะร่างกายสุนัขยังเติบโตไม่เต็มที่ และลูกสุนัขที่เกิดมามักมีแนวโน้มที่จะไม่แข็งแรง เช่นเดียวกับสุนัขเพศผู้ควรรอให้อายุเกินตามที่กำหนดหรือประมาณ 18 เดือนเพื่อให้มีการผลิตสเปิร์มที่แข็งแรงสมบูรณ์

ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันทำให้ความเป็นอยู่ของสุนัขดีขึ้นกันเถอะค่า ตั้งแต่ฟาร์ม ผู้เพาะพันธ์ จนถึงบ้านที่อบอุ่น

ปล.แนะนำให้ผู้ที่ต้องการผสมพันธ์สุนัขตรวจสุขภาพสุนัขก่อนผสมนะคะ

Covered26-12-05.jpg

ร้านค้าของทางดารุมะสามารถสอบถามการเลี้ยงดูและอาหารได้ที่นี่   https://www.facebook.com/darumapetshop/